ยินดีต้อนรับสู่ www.sulak-sivaraksa.org ภาษาไทย
หน้าหลัก
เกี่ยวกับ ส. ศิวรักษ์
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
งานวิจัย ส.ศิวรักษ์
บทความ ส. ศิวรักษ์
เรื่องที่เขียนถึง ส. ศิวรักษ์
เรื่องเล่า/บทความอื่นๆ
กำหนดการ ส. ศิวรักษ์
ภาพประทับใจ
วิดิทัศน์
กิจกรรมน่าสนใจ
กระดานสนทนา
แนะนำ URL
ค้นหา
ติดต่อเรา
English
เยี่ยมเยียน
ส่วนหนึ่งจากภาพประทับใจ
จำนวนผู้เยี่ยมชมขณะนี้
ขณะนี้มี 1982 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แด่นายอุดม เย็นฤดี ๒๔ กันยายน ๒๔๖๑ – ๖ มกราคม ๒๕๕๐ PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์   

การตายจากไปของนายอุดม เย็นฤดี เมื่อวันเสาร์ที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๐ ในวัยชราอายุกว่า ๙๐ ปีนั้น ก็ดุจดังผลไม้ที่สุกงอม ย่อมต้องร่วงหล่นลง และคนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่สนใจกับชื่อแซ่ของคนๆ นี้เอาเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เขาเคยมีบทบาทอย่างสำคัญกับสังคมไทยในรอบกว่าหกทศวรรษที่แล้ว หากเขาเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ซึ่งพวกเราที่ไหว้พระปฏิมากันอยู่ ควรที่จะรู้จักเขากันบ้าง

นายอุดม เป็นคนไทย เชื้อสายจีนไหหลำ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ทางแถบสำเหร่ ธนบุรี หากได้รับการศึกษาดี จนสอบชิงทุนรัฐบาลได้ ให้ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้น


ต่างกับนายเสนาะ ตันบุญยืน นายป๋วย อึ๊งภากรณ์และคณะ ซึ่งไม่ยอมกลับเมืองไทยตอนที่ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษ ด้วยการตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นในประเทศนั้น นายอุดมกลับเมืองไทย มารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ทนระเบียบการของรัฐเผด็จการที่เข้ามาก้าวก่ายกับอิสรภาพทางวิชาการไม่ได้ เขาจึงขอลาออกมามีอาชีพอิสระ เช่นเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้เป็นผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์


นอกจากนี้ เขายังไปทำงาน ณ หอการค้าจีน ด้วยการเป็นเลขานุการของประธานหอการค้า คือนายตัน ซิวเม้ง แห่งห้างหวั่งหลี


เราจำต้องตราไว้ว่า ในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองเมืองไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหรือก่อนหน้านั้น คนจีนชั้นนำในเมืองไทยแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างญี่ปุ่นหรือไม่ปฏิเสธที่จะค้าขายกับญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นจะก่อกรรมทำเข็ญกับประเทศจีนอย่างเลวร้ายเพียงใด มาก่อนสงครามเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม นายห้างเซียะเหล็งอยู่ฝ่ายนี้ และก็ถูกฆ่าตาย ชนชั้นนำของจีนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นต่อต้านญี่ปุ่นอย่างรุนแรง จนร่วมขบวนการกับพรรคคอมมูนิสต์เอาเลยก็มี นายเหียกวงเอี่ยมอยู่ทางฝ่ายนี้ และก็ถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าตาย


สำหรับนายตันซิวเม้งนั้นอยุ่ฝ่ายกลางๆ ที่จีนทุกฝ่าย เลือกให้เป็นประธานหอการค้า เพราะเขาอาจใช้ความแนบเนียนและความสุขุม ติดต่อกับญี่ปุ่นได้ โดยที่ญี่ปุ่นต้องการทั้งแรงงานจีน เพื่อไปสร้างทางรถไฟสายกาญจนบุรีไปพม่า และต้องการข้าวจากโรงสีจีน นายตัน ซิวเม้งยืนยันว่าจีนในเมืองไทยอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ซึ่งญี่ปุ่นประกาศว่าจะไม่ก้าวก่ายถึงเอกราชของชาติ ญี่ปุ่นจำต้องเกณฑ์แรงงานจีนจากสิงคโปร์และมลายูเข้ามา ข้าวก็ต้องซื้อในราคาอันยุติธรรม แม้กระนั้นญี่ปุ่นก็ใช้วิธีข่มขู่นายตัน ซิวเม้งด้วยประการต่างๆ หากได้รับการตอบรับอย่างสุภาพ นิ่มนวล แต่ไม่ทำตามคำขู่นั้นๆ


ก็นายอุดมนั้นเคยรู้จักกับเพื่อนนักเรียนญี่ปุ่นคนหนึ่ง สมัยเรียนอยู่อังกฤษด้วยกัน คนๆ นี้มาเป็นผู้ช่วยทูตหนังสือพิมพ์ ณ สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ นายอุดมจึงบอกเขาว่าวิธีที่ทหารญี่ปุ่นกระทำกับประธานหอการค้าจีนนั้นผิดหลักการทูต เพราะนายตัน ซิวเม้ง เป็นคนสัญชาติไทย นับว่านายอุดมได้รับความไว้วางใจจากนายตัน ซิวเม้ง ไม่เพียงเรื่องนี้ หากรวมเรื่องอื่นๆ อีกมาก ข้างนายอุดมก็ได้สัมผัสการบริหารงานของนายตัน ซิวเม้งอย่างเคารพนับถือในความซื่อตรง อย่างตั้งตัวเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อนายตัน ซิวเม้งถูกลอบสังหารเสียชีวิตในสมัยรัฐบาลควง อภัยวงศ์ ตอนที่เขาจะข้ามเรือจากกรมเจ้าท่า กลับไปบ้านหวั่งหลีทางฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามนั้น นายอุดมเป็นสักขีพยานคนสำคัญ


โดยที่นายอุดมเป็นผู้สื่อข่าวให้สำนักข่าวต่างประเทศ เขาย่อมมีโอกาสได้รู้จักนักการเมืองชั้นนำของไทยหลายคน ในกรณีของจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น นายอุดมได้ชอบพอกับนายสังข์ พัธโนทัย ซึ่งเป็นดังเลขาฯ ฝ่ายหนังสือพิมพ์ของนายกรัฐมนตรีก็ว่าได้ นายสังข์กับนายอุดมชอบพอกันอย่างสนิทสนม จนนับว่าเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน จนนายสังข์ตายจากไปก่อน โดยนายอุดมจะปกป้องเกียรติคุณให้กัลยาณมิตรคนนี้ตลอดมา แม้นายสังข์จะถูกวิพากษ์ไปในทางลบอะไรก็ตาม


เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว นักข่าวต่างประเทศที่เป็นฝรั่งได้เข้ามาประจำอยู่ในเมืองไทยมากขึ้น ยิ่งในสมัยสงครามเวียดนามด้วยแล้ว นักข่าวพวกนี้ยิ่งมีเพิ่มขึ้นกว่าทวีคูณ แทบทุกคนชอบพบกับนายอุดม และปรารภกันว่าอาชีพนักข่าวนั้นไม่มั่นคง ตอนแก่ตัวจะเอาอะไรกิน จึงตกลงร่วมทุนกันตั้งบริษัทขุดเหมืองแร่ขึ้นทางภาคใต้ของไทย โดยขอให้นายอุดมเป็นประธานบริษัท


ในบรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกัน ที่ตั้งนิวาสสถานในเมืองไทยนั้น มีนายเบอริกัน ด้วยคนหนึ่ง เขาคนนี้เคยเป็นเจ้าของและบรรณาธิการ Bangkok World คู่แข่งกับ Bangkok Post คนไทยคนหนึ่งซึ่งนายเบอริกันรับมาเป็นลูกเลี้ยง ก็ได้ไปเป็นผู้จัดการเหมืองแร่บริษัทดังกล่าว ดำเนินงานอยู่ทางสุราษฏร์ธานีต่อไปจนนครศรีธรรมราช


เบอริกันผู้พ่อถูกฆ่าตายไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนเบอริกันผู้ลูก ซึ่งไปเป็นผู้จัดการอยู่ทางบ้านส้อง สุราษฏร์ธานีนั้น ชอบอ่านสังคมศาสตร์ปริทัศน์และวิทยาสารปริทัศน์ ซึ่งข้าพเจ้าเคยเป็นบรรณาธิการและเขาอยากใช้เงินของบริษัทจัดค่ายอบรมเยาวชน เพื่ออุทิศตนในการรับใช้สังคม เขาเชิญให้ข้าพเจ้าไปเปิดค่ายเยาวชนที่ว่านี้ในปี ๒๕๑๓


ข้าพเจ้าไปให้เขาไม่ได้ แต่ได้ส่งเยาวชนที่สนใจในการรับใช้สังคมไปหลายคน คนหนึ่งนั้นชื่อโกมล คีมทอง ซึ่งเรียนอยู่ปีสุดท้ายที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเขาทำหนังสือรับน้องใหม่ ได้แหวกแนวออกไปอย่างที่นิตยสารมหาวิทยาลัยไม่เคยมีบทความชนิดปลุกมโนธรรมสำนึกของผู้อ่านมาก่อน เฉกเช่นวิชัย โชควิวัฒนก็ทำทำนองนี้ที่ศิริราชพยาบาล เทพศิริ สุขโสภาก็เริ่มทำนิตยสารฉบับใหม่ขึ้น ที่ศิลปากร และพิภพ ธงไชย เริ่มปาจารยสาร ขึ้นที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฉบับเดียวที่มีอายุอยู่นานมาถึง ๓๑ ปี เข้านี่แล้ว


โกมล เป็นคนกว้างขวางในแทบทุกหน่วยงานเยาวชนของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งเขายังเรียนดี มารยาทดี ครูอาจารย์อยากได้ไว้ให้สอนที่มหาวิทยาลัย แต่เขาไปตื่นใจกับค่ายเยาวชนที่บ้านส้อง สุราษฏร์ธานี อยากตั้งโรงเรียนชุมชนขึ้น (ซึ่งมีตามพระราชบัญญัติการศึกษา แต่ไม่เคยมีอย่างเป็นรูปธรรม) และอยากอุทิศตนเป็นครูในชนบทเมื่อได้รับปริญญาบัตรแล้ว


นายอุดม อุดหนุนโกมลอย่างเต็มที่ และโรงเรียนที่ว่านี้นับเป็นการบุกเบิกที่สำคัญยิ่งทางด้านการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน และนักปราชญ์ชาวบ้านที่ทางราชการไม่รับรองวิทยฐานะมาสอน ทั้งโกมลยังสามารถชักชวนเพื่อนๆ ให้ออกไปร่วมงานได้เป็นระลอกๆ พวกที่ไปไม่ได้ ก็ให้ความคิดใหม่ๆ ไปเสมอๆ


น่าเสียดายที่ในช่วงนั้นในบริเวณดังกล่าว เป็นสมรภูมิที่ต่อสู้กันระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายคอมมูนิสต์ โกมลถูกสงสัยจากทั้งสองฝ่าย จึงถูกฆ่าตายเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ นายอุดมรับเป็นเจ้าภาพ จัดงานศพขึ้นที่วัดประยูรวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช (เมื่อยังเป็นพระสาสนโสภณ) ทรงแสดงพระธรรมเทศนาหน้าศพ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเพิ่งเข้าไปเป็นองคมนตรี กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ นายอุดมออกเงินค่าพิมพ์หนังสือในงานศพเป็นจำนวนมาก ได้หนังสือเล่มเขื่องที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนี้ไม่แจก หากขายเอาเงินมาตั้งมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งมีบทบาททางด้านอุดหนุนอุดมคติของคนหนุ่มสาวและการศึกษานอกระบบ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้


นายสัญญารับเป็นประธานมูลนิธิคนแรก เมื่อท่านลาออกเพื่อไปเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๑๖ นายอุดมก็รับเป็นประธานต่อมา จนชราภาพลงจึงลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว หากก็ยังอุดหนุนมูลนิธินี้จนตราบอายุขัย


นอกจากนายอุดมจะชอบพอกับผู้สื่อข่าวฝรั่งแล้ว แม้คนเอเชียด้วยกันก็ชอบกับเขาหลายคน ที่สำคัญคือ นางเบเลน อาบรู จากมูลนิธิแมกไซไซ แห่งฟิลิปินส์ ดังคนส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าสมัยหนึ่งนั้น ถ้านายอุดมไม่เห็นด้วย ไม่มีคนไทยคนไหนจะมีทางได้รับรางวัลแมกไซไซ ยิ่งในกรณีของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์และนางประทีป อึ๊งทรงธรรม ด้วยแล้ว นายอุดมเป็นผู้เสนอโดยตรง รวมทั้งพระอาจารย์จรูญ จากวัดถ้ำกระบอก ทางสระบุรี ที่รักษาโรคยาเสพติดอีกด้วย

กรณีของครูประทีปนั้น เธอเอาเงินจากรางวัลแมกไซไซไปตั้งเป็นมูลนิธิดวงประทีป นายอุดมรับใช้มูลนิธิดวงประทีปมาแต่ต้น และเมื่อครูประทีปได้รับเงินรางวัลเยาวชนดีเด่นจากมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ นายอุดมก็ช่วยครูประทีปตั้งมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมขึ้น ดังนายอุดม สนใจปัญหาของเด็กและคนยากไร้มาตลอดชีวิต


นายอุดมแต่งงานครั้งแรกกับนางองุ่น มาลิก แม้ต่อมาจะแยกทางกันเดิน ก็นับว่ามีอิทธิพลกับอาจารย์องุ่นมิใช่น้อย อาจารย์องุ่นเองก็ประกอบคุณงามความดีกับเยาวชนหัวก้าวหน้าทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรมและการเมือง มาแต่สมัยที่เธอสอนอยู่ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก่อนแล้ว ทั้งยังอุทิศที่ส่วนตัวตั้งมูลนิธิเพื่อเยาวชนเหล่านี้อีกด้วย ดังได้มอบที่ผืนใหญ่ของเธอในซอย ๕๕ ถนนสุขุมวิทให้มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ตั้งเป็นสำนักงาน อย่างเป็นสง่าอยู่ในบัดนี้ แม้ในกรณีหลังนี้ อานิสงส์ย่อมมาจากอาจารย์องุ่นมากกว่า หากเธอก็ได้รับคำอนุโมทนาสาธุการมาจากนายอุดมด้วยเช่นกัน


นายอุดมศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ดังเคยบวชที่วัดเทพศิรินทราวาสด้วย หากพุทธศาสนาของนายอุดม ผสมไปกับไสยเวทวิทยาและโหราศาสตร์ อย่างน่าทึ่ง หากใครได้รับความทุกข์ นายอุดมจะพาไปหาหมอดู พาไปให้พระสะเดาะเคราะห์ แม้นี่จะเป็นไปในทางดิรัจฉานวิชา แต่ใครก็ตามที่มีผลกระทบในทางใจอย่างแรง ไสยศาสตร์นั้นๆ ก็ช่วยใจให้หลายคนได้คลายความทุกข์


สรุปได้ว่านายอุดมอุทิศตนพื่อช่วยให้คนคลายทุกข์ในแทบทุกระดับ แต่หนุ่มจนแก่ นับว่าเขาได้ทำคุณให้กับใครต่อใคร หลายต่อหลายคน โดยที่คนนั้นๆ บางคนจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำ ว่าเขาได้ประกอบกุศลกิจนั้นๆ เขาจึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่ควรได้รับการเคารพนับถือคนหนึ่งในสังคมไทย



ส. ศิวรักษ์
ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐ หน้า ๕


Hosting by ColorPack.net
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
นิตยสารปาจารยสาร
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เพื่อนบ้าน
เสมสิกขาลัย
ฟ้าเดียวกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สถาบันต้นกล้า
เคล็ดไทย
เสขิยธรรม
INEB
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
บ้านดิน.org
http://www.gnh-movement.org/
มันตรานิวาส
prachatai.com
snf.or.th