ยินดีต้อนรับสู่ www.sulak-sivaraksa.org ภาษาไทย
หน้าหลัก
เกี่ยวกับ ส. ศิวรักษ์
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
งานวิจัย ส.ศิวรักษ์
บทความ ส. ศิวรักษ์
เรื่องที่เขียนถึง ส. ศิวรักษ์
เรื่องเล่า/บทความอื่นๆ
กำหนดการ ส. ศิวรักษ์
ภาพประทับใจ
วิดิทัศน์
กิจกรรมน่าสนใจ
กระดานสนทนา
แนะนำ URL
ค้นหา
ติดต่อเรา
English
เยี่ยมเยียน
ส่วนหนึ่งจากภาพประทับใจ
จำนวนผู้เยี่ยมชมขณะนี้
ขณะนี้มี 1752 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ความเป็นมาและความเชื่อเรื่องพระธาตุ PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์   
เมื่ออังกฤษขุดค้นพบอัฏฐิธาตุ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมจารึก ว่าเป็นพระสารีริกธาตุของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ ซึ่งเวลานั้นบวชเป็นพระภิกษุ มีสมณฉายาว่าชินวรวงศ์ ได้เสด็จจากลังกาไปยังกบิลพัสดุ์ ซึ่งอังกฤษเพิ่งค้นพบ แล้วเสด็จไปหาลอร์ด เคอร์ซัน อุปราชอินเดีย แนะนำให้ถวายพระบรมสารีริกธาตุแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยเหตุผลว่าพระเจ้ากรุงสยามเป็นพระองค์เดียวในโลก เวลานั้น  ที่ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ลอร์ดเคอร์ซันเห็นดี  ว่านี่จะช่วยในทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ ซึ่งอนุมัติให้อุปราชอินเดียถวายพระธาตุดังกล่าวกับพระเจ้ากรุงสยาม

เมื่อรัฐบาลสยามได้รับสาส์นจากอุปราชอินเดีย ได้มีการอภิปรายกันกับฝ่ายศาสนาจักรด้วย ว่าจะรับพระอัฏฐิธาตุดังกล่าวหรือหาไม่ เพราะไทยเราเชื่อตามลังกามานาน ว่าเมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พระอัฏฐิ (กระดูก) และพระอังคาร (เถ้า) ได้กลายไปเป็นพระบรมสารีริกธาตุ คือแปรสภาพไปเป็นดุจดังรัตนมณี มีขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวสารบ้าง เมล็ดข้าวโพดบ้าง หาไม่ก็คล้ายกับก้อนศิลาเล็กๆ ก็นี่อุปราชอินเดียแจ้งว่า ขุดค้นได้อัฏฐิ คือท่อนกระดูก

 ภาพประกอบจาก http://www.relicsofbuddha.com    ภาพประกอบจาก http://www.relicsofbuddha.com
 ภาพประกอบจาก http://www.relicsofbuddha.com    ภาพประกอบจาก http://www.relicsofbuddha.com
 ภาพประกอบจาก http://www.relicsofbuddha.com

พระบรมสารีริกธาตุ ลักษณะ 'กระดูกคน'

.......... พระบรมสารีริกธาตุลักษณะนี้ จะพบเฉพาะในประเทศอินเดีย ตามโบราณสถานต่างๆ ที่ขุดค้น สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลอังกฤษได้มอบให้แก่ประเทศไทย 2 ครั้ง ครั้งแรกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานอยู่ ณ เจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และครั้งที่ 2 รัฐบาลได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ เจดีย์วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน
* ในภาพเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย
 ภาพประกอบจาก
http://www.relicsofbuddha.com  

ประเด็นที่ต้องอภิปรายกันในเวลานั้น ก็คือจะรับนับถือตามปรัมปราคติจากลัทธิลังกาวงศ์ที่ไทย เชื่อเรื่องพระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวอีกต่อไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่ความเชื่อที่ว่านี้ฝังอยู่ในวัฒนธรรมไทยมานาน แม้ในพระราชพงศาวดารก็มีข้อความว่า พระนเรศวรเป็นเจ้าทอดพระเนตร เห็นพระบรมสารีริกธาตุ เสด็จมาแผ่พระรัศมีเป็นประกาย ก่อนเสด็จออกไปกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชเมืองหงสาวดี เป็นต้น

ใช่แต่เท่านั้น เมื่อเราสมาทานลัทธิลังกาวงศ์จากสำนักมหาวิหาร แห่งเมืองอนุราธปุระนั้น พระสงฆ์สยามบวชแปลงในสำนักดังกล่าว เวลากลับมาเมืองไทย ได้นำพระธาตุแบบลังกามาด้วย ดังประดิษฐานไว้ในพระบรมธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช แล้วนำมาสร้างเป็นวัดมหาธาตุขึ้นที่กรุงสุโขทัย ซึ่งแบ่งปันพระธาตุไปให้พระเจ้าเชียงใหม่ ดังตำนานกล่าวว่าช้างที่บรรทุกพระธาตุนั้นขึ้นไปจนถึงยอดดอยสุเทพ ดังมีพระธาตุเจดีย์อยู่ที่นั่นตราบมาจนบัดนี้

ถือกันว่าพระธาตุเป็นพุทธสรีระ จึงใช้คำว่าพระสารีริกธาตุ ทุกราชธานีของไทยย่อมต้องมีวัดมหาธาตุเป็นพระอารามอันสำคัญยิ่ง แม้เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยไปเป็นประชาธิปไตยแล้ว อังกฤษก็มอบพระสารีริกธาตุให้มาอีก เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งให้สร้างวัดใหม่สำหรับประดิษฐานพระธาตุที่ได้มาใหม่ และให้ชื่อว่าวัดพระศรีมหาธาตุ โดยกำหนดไว้ด้วยว่าวัดนี้จะเป็นสถานที่ที่รวมนิกายสงฆ์ของมหานิกายกับธรรมยุติกนิกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังพระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนายกรัฐมนตรี  ก็บวชที่วัดนี้ในสงฆ์ทั้งสองนิกาย

พระธาตุที่ได้มาใหม่ก็เป็นอัฏฐิธาตุอีกนั่นเอง แล้วความเชื่อเดิมที่ว่าพระธาตุเป็นดังมณีรัตนะหรือเมล็ดกรวดและเมล็ดข้าวนั่นเล่า  ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หรือไม่ กระดูกจะกลายไปเป็นดังรัตนมณีได้อย่างไร

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถ้าไม่รับพระอัฏฐิธาตุของพระบรมศาสดาตามที่อุปราชอินเดียเสนอมา เกรงกันว่าจะถูกหาว่าป่าเถื่อน ไม่ยอมรับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่อังกฤษกระทำมาอย่างได้ผลในอินเดีย จนอาจรู้ได้จากจารึกของพระเจ้าอโศก  ผนวกกับการแปลจดหมายเหตุของหลวงจีนที่เขียนไว้เมื่อไปชมพูทวีป มาประกอบกัน แล้วรู้ได้ว่า กรุงราชคฤห์อยู่ที่ไหน สาวัตถีอยู่ที่ไหน กบิลพัสดุ์อยู่ที่ไหน

พุทธศาสนิกไทยสมัยใหม่ในรัชกาลที่ ๕ เชื่อตามผู้รู้อังกฤษกระแสนี้กันยิ่งๆ ขึ้นทุกที ถึงกับถือว่าพระบรมศาสดาทรงเป็นสามัญมนุษย์ โดยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงมีพระราชดำริเช่นนี้มาก่อนแล้ว จากการตรวจค้นในพระไตรปิฏก ในขณะที่คนไทยสมัยก่อนแต่นี้ไปเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงพระสถานะเหนือสามัญมนุษย์ โดยทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิตก่อน แล้วทรงรับอาราธนาลงมาประสูติเป็นมนุษย์ เฉกเช่นพระอดีตพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพุทธกรณียกิจทำนองนี้มาก่อนแล้ว แม้ในภัทรกัลป์นี้เอง ก็มีพระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสโปพุทธเจ้า ซึ่งทรงตรัสรู้และเผยแผ่พระธรรม แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานมา ๓ พระองค์แล้ว และหลังศาสนาของพระสมณโคดมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันล่วงไปแล้ว ก็จะมีพระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์มาตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป ดังคนไทยแต่ก่อนนับถือพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ก็ตามนัยนี้นั่นเอง

ยิ่งถ้านับเลยภัทรกัลป์ไปด้วยแล้ว เรามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกเป็นอันมาก ดังภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารวัดสุทัศน์ ก็ปรากฎพระรูปและพระนามพระพุทธเจ้าถึง ๒๘ พระองค์ เฉกเช่นที่มีปรากฏอยู่ ณ พระวิหารพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่เมืองแคนดี ในศรีลังกา* โดยที่ถ้านับกันจริงๆ แล้ว ก็คงต้องเริ่มที่พระตัณหังกรและพระทีปังกรพุทธเจ้าเอาเลย ดังบทสัมพุทเธ ที่พระมหานิกายสวดสังวัธยายกันนั้น รวมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ถึง ๒ ล้าน ๔ หมื่น ๗ พัน ๑๐๙ พระองค์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ รับสั่งว่าจำนวนพระพุทธเจ้ามีเท่าจำนวนเม็ดกรวดเม็ดทรายในแม่น้ำพระคงคา โดยอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นคติของฝ่ายมหายาน ซึ่งคืบคลานเข้ามามีอิทธิพลกับคณะสงฆ์สยาม ดังพระบรมสารีริกธาตุนั้นเอง อักนัยหนึ่งพระบรมสารีริกธาตุที่เท่ากับเม็ดกรวดก็มี

คตินี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงกล่าวหาว่าเหลวไหล ดังทรงรจนาบท โย จักขุมา ขึ้นแทน เพื่อสรรเสริญคุณพระศากยมุนี สมณโคดมพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว แล้วโปรดให้พระธรรมยุติสวดบทนี้แทนบทสัมพุทเธ แล้วภายหลังพระมหานิกายแปลง ก็พลอยสวดตามไปด้วย

ว่าถึงการจะรับพระอัฏฐิธาตุ ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุหรือหาไม่นั้น ต้องตราไว้ว่า สารีริกธาตุในที่นี้ มาจากพระธาตุ ที่เป็นพระพุทธสรีระ (คือร่างกายของพระพุทธเจ้านั้นเอง) ถ้าเชื่อตามนักวิทยาศาตร์ฝรั่ง และการขุดค้นโบราณคดีในเวลานั้น ก็หมายความว่าความเชื่อเรื่องพระบรมสารีริกธาตุแต่เดิมๆ มาเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ดุจบทสวดสัมพุทเธนั้นเอง สมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรงอยู่ฝ่ายนี้ แต่เพื่อความแน่ใจ ควรส่งใครไปตรวจดูพระธาตุที่ขุดค้นได้ใหม่เสียให้ชัดเจนก่อน แม้อุปราชอินเดียจะส่งคำจารึกที่คัดลอกมาให้อ่านกันแล้วก็ตาม

สมเด็จพระมหาสมณะรับสั่งว่าอยากเสด็จไปเอง แต่เกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตเกินไป ทรงเสนอให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ เสด็จไปแทนพระองค์ เพราะทรงสนพระทัยทางโบราณคดีและมีพระปัญญาแหลมคม อาจตัดสินได้ว่าเราจะถูกฝรั่งหลอกหรือไม่ แต่พระองค์ท่านไม่ทรงทราบภาษาอังกฤษ ทั้งยังเป็นเจ้านายใหญ่โตอีกด้วย ตกลงเป็นอันส่งเจ้าพระยายมราช (แต่เมื่อยังเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต) ไปแทน เพราะเคยบวชเรียนเป็นเปรียญมาแล้ว และรู้ภาษาอังกฤษ

สรุปได้ว่ารัฐบาลสยามยินดีรับพระอัฏฐิธาตุที่ฝรั่งขุดค้นขึ้นได้ที่กรุงกบิลพัสดุ์ โดยนำมาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ที่ยอดบรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ เป็นเหตุให้แพร่พระบรมกฤษฏาภินิหารไปยังประเทศที่ถือพุทธต่างๆ อย่างมากมาย ดังประเทศนั้นๆ ส่งทูตมาขอส่วนแบ่งพระบรมธาตุไปยังหลายประเทศ

ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าไทยเราเลิกนับถือพระบรมสารีริกธาตุ ดังที่เคยประพฤติปฏิบัติกันมาแต่ก่อน ทั้งๆ ที่พวกพุทธศาสนิกหัวก้าวหน้าในเวลานั้น จะไม่เห็นคุณค่าของความเชื่อเดิม แม้จนไม่เห็นคุณค่าในเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า โดยหันมาเน้นที่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ที่อาจยืนยันหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ว่าประสูติที่ไหน ตรัสรู้ที่ไหน นิพพานที่ไหน

ดังได้กล่าวแล้วว่านักโบราณคดีฝรั่งอาศัยจารึกอโศกกับบันทึกการเดินทางของหลวงจีน โดยเฉพาะก็พระฟาเหียนและพระถังซำจั๋ง แต่ฝรั่งมุ่งเพียงพระพุทธเจ้าร่วมสมัย เมื่อราวๆ ๒๕๐๐ ปีล่วงแล้วมานี้เท่านั้น ทั้งๆ ที่ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกและบันทึกของหลวงจีน เอ่ยถึงพระอดีตพุทธเจ้าด้วย เช่นว่าพระธาตุของพระกัสสโปพุทธเจ้าอยู่ตรงไหน นักโบราณคดีฝรั่งก็ไม่ขุดค้นที่ตรงนั้น  เพราะถือว่าเรื่องของพระอดีตพุทธเจ้าเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์

พร้อมกันนั้น พระบรมสารีริกธาตุ อย่างที่เราเคยนับถือมาแต่ไหนแต่ไร  ที่มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร เมล็ดข้าวโพดนั้น ก็มีผู้ยืนยันว่าเป็นพระธาตุของพระกัสสโปพุทธเจ้าด้วย ซึ่งยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้

พร้อมกันนี้ ก็ปรากฎว่าพระธาตุที่เป็นของพระสารีบุตรก็มี ของพระอานนท์ก็มี และนี่ก็ยังมีปรากฏอยู่จนทุกวันนี้เช่นกัน

นอกไปจากนี้แล้ว พระธาตุดังกล่าวยังปลาสนาการไปได้ พร้อมๆ กับเพิ่มปริมาณขึ้นได้อีกด้วย ความจริงข้อนี้ ก็ประจักษ์แจ้งอยู่กับคนไทยเป็นอันมาก ดังพวกพระป่าททางบ้านเรานั้น ศิษย์หายืนยันกันว่าเมื่อครูบาอาจารย์ที่สำเร็จมรรคผลแล้วนั้น หลังปลงศพท่านแล้ว อัฏฐิธาตุของท่านย่อมกลายเป็นพระธาตุ ดุจดังรัตนมณีนั้นแล

เมื่อนายอนันต์ เสนาขันธ์บวชอยู่นั้น ก็สามารถเชิญเสด็จพระธาตุ ดังกล่าว  มาแจกใครต่อใครได้ทีละมิใช่น้อย ไม่มีใครสงสัยว่านั่นเป็นของปลอม ผิดกับกรณีของหลวงตายี ที่แสดงพระธาตุและอื่นๆ หลอกลวง นายปิ่น มุทุกัณฑ์ อธิบดีกรมการศาสนามาแล้ว ทั้งนายปิ่นยังพ่วงเอาอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์  ไปถูกหลวงตายีหลอกเข้าอีกคนหนึ่งจนได้

สำหรับพระทันตธาตุ ที่เมืองแคนดี ราชธานีเดิมของศรีลังกานั้น พุทธศาสนิกที่นั่นเชื่อกันว่าเป็นพระเขี้ยวแก้วที่แท้ของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่เชื่อกันว่าพระพุทธองค์ทรงเหาะไปเกาะลังกาถึง ๓ ครั้ง ดังประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้บนยอดเขาแห่งหนึ่ง (ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Adam's Peak และฮินดูว่านั่นคือวิษณุบาท) เพื่อฝากพระศาสนาไว้ที่ลังกาทวีป โดยทรงมีพุทธพยากรณ์ว่าพระศาสนาจะปลาสนาการไปจากชมพูทวีป แม้จนบัดนี้ พระลังกาส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าลังกาทวีปศักดิ์สิทธิ์ จนบางพวกถึงกับลงมติให้ขับพวกทมิฬที่ไม่ถือพุทธให้หมดไปจากประเทศนั้นเอาเลย ดังเกิดปัญหาความขัดแย้งของชนชาติทั้งสองนี้อยู่จนบัดนี้

เมื่อโปรตุเกสไปยึดครองลังกาได้ก่อนพวกวิลันดาและอังกฤษนั้น ได้อ้างว่าพวกตนได้ทำลายพระทันตธาตุลงแล้ว จนป่นให้ละเอียดไปเอาเลย และฝรั่งเขียนไว้ด้วยว่า พระทันตธาตุที่พวกสิงหฬอ้างว่าเป็นของจริงนั้น แท้ที่จริงคือของปลอม เอาเขี้ยวสัตว์มาใช้แทนต่างหาก

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเชื่อฝรั่ง  เมื่อเสด็จเมืองแคนดี จึงไปทรงแผลงฤทธิ์ที่วิหารพระทันตธาตุ  อย่างน้อยก็ให้ฝรั่งในเวลานั้นเห็นว่าไม่ทรงเชื่อถืออะไรง่ายๆ หรืออย่างไม่งมงายนั่นเอง

ฝรั่งที่อยู่ในอินเดีย ร่วมสมัยกับการขุดค้นพบพระอัฏฐิธาตุของพระพุทธเจ้าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็เล่าว่าเขาเอาเขี้ยวสุกรไปหลอกขายพระพม่า ว่าเป็นพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้าและก็ได้ราคาดี

ความข้อนี้ ทำให้ต้องย้อนไปนึกถึงเรื่องเล่าทางธิเบต ความว่าชาวธิเบตคนหนึ่งเดินทางไปค้าขายยังอินเดีย (ก่อนจีนคอมมูนิสต์บุกธิเบต) แม่รู้เข้าจึงบอกว่าให้ไปหาพระบรมสารีริกธาตุมาฝากแม่ด้วย หมอนั่นเสร็จธุรกิจแล้ว เดินทางกลับบ้าน นึกถึงคำของแม่ได้ เมื่อออกมานอกอินเดียแล้ว กลัวว่าแม่จะเสียใจ ไปเจอสุนัขนอนตายข้างทางเข้าตัวหนึ่ง จึงงัดเอาฟันสุนัขมาซี่หนึ่ง แล้วไปมอบให้แม่ บอกว่านั่นคือพระทันตธาตุ แม่ดีใจมาก  กราบไหว้ บูชาด้วยความเคารพเลื่อมใสทุกวันคืน อีกไม่นาน พระทันตธาตุที่ว่านั้นกลายไปเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ดุจดังรัตนมณี ที่ผู้คนกราบไหว้กันทั่วไป ทั้งทางเมืองไทย เมืองลาว เมืองพม่า ลังกาและเขมร

นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร ก็ขอให้สรุปกันเอาเอง

ข้าพเจ้าเองนั้น เคยไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยคาลิฟอเนีย เมืองเบอร์กเล่ย์ ในสหรัฐ ศาสตราจารย์หลุย แลงคาสเตอร์ สอนพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่นั่น โดยเขาเชี่ยวชาญทางด้านจีนนิกายเป็นพิเศษ  เขาบอกข้าพเจ้าว่า การทำสมาธิภาวนานั้น ถ้าเลือกที่ที่มีพระบรมสารีริกธาตุ จะได้นิมิตเร็ว ดังเขาบอกว่าพวกพม่าจึงชอบไปภาวนาบนลานพระเจดีย์ชเวดากอง เพราะที่นั่นบรรจุพระบรมสาริกธาตุไว้มาก

แลงคาสเตอร์บอกข้าพเจ้าว่า เขาเคยชวนเพื่อนพม่ามากรุงเทพฯ และหมอนั่นชอบภาวนาในหอสมุดแห่งชาติ (หลังใหม่) ในห้องเก็บคัมภีร์เก่าๆ แล้วได้นิมิต ยังกับภาวนาที่พระเจดีย์ในเมืองพม่า ทั้งๆ ที่หอสมุดแห่งชาติไม่น่าจะมีพระบรมสารีริกธาตุ ข้าพเจ้าบอกเขาว่ามีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ในอาคารหลังนี้ เขาก็เลยโล่งใจ

เขาว่าพระธาตุต้องมีความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์แน่ๆ แต่ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิด ก็เป็นไสยเวทวิทยา หรือกลายเป็นการค้าไป เขาบอกว่าในสมัยกลางของยุโรป (Middle Ages) คริสตศาสนิกก็เคารพนับถือพระธาตุกันมาก แม้จนหาเศษส่วนของไม้กางเขน ที่อ้างว่ามาจากอันที่ตรึงพระเยซู รวมถึงผ้าที่ปิดพระพักตร์ตอนสิ้นพระชนม์ชีพ พวกนักบุญที่ตายแล้วไม่เน่าเอย แม้จนเศษจากสรีระของท่านนั้นๆ ก็ถือกันว่าเป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ใช้ป้องกันภยันตราย ใช้ไล่ผีปีศาจ แม้จนอาจอำนวยโชคลาภให้อีกด้วย

บาทหลวงคาทอลิกใช้พระธาตุของฝ่ายคริสต์เกินเลยไป จนมอมเมาผู้คน เมื่อเกิดนิกายโปรเตสแตนท์ขึ้น พวกใหม่นี้จึงปฏิเสธพระธาตุทั้งหมด แม้จนปฏิเสธรูปเคารพ ถึงบางกิ่งนิกายปฏิเสธไม้กางเขนเอาเลยทีเดียว รูปเคารพที่มีอยู่ ก็ตัดเศียรออกมากมาย โดยเฉพาะก็ในสมัยที่ครอมแวลเรืองอำนาจอยู่ที่อังกฤษ หลังจากตัดพระเศียรกษัตริย์ราชวงศ์สจ๊วตไปได้แล้ว

ไทยเราเอง พุทธศาสนิกที่ตั้งตัวเป็นคนหัวสมัยใหม่ ออกจะคล้ายไปทางโปรเตสแตนท์ ดังในลังกาก็มีคำว่า Protestant Buddhism ปรากฎอยู่  ว่ามีต้นตอที่มาจากอนาคาริกธรรมปาละ ผู้ต้องการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้ไปพ้นไสยเวทวิทยา และสินธูธรรม ซึ่งปนเปเข้ามากับพุทธธรรม

สำหรับคนไทยทั่วๆ ไป ดูจะหันไปหาพระบรมสารีริกธาตุกันมาก ทั้งๆ ที่ในเมืองไทยเองก็มีอยู่มิใช่น้อยแล้ว ยังเชิญมาจากลังกาเอย จากจีนเอย จนออกจะเป็นพุทธพาณิชย์ เฉกเช่นการปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ นั้นแล ยิ่งปราศจากสติ ปราศจากปัญญาเท่าไร หายนภัยจะมีกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะการมอมเมา ไม่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ซึ่งจะนำเวไนยสัตว์ให้ไปพ้นความโลภ โกรธ หลงเสียได้ โดยที่ประเพณีและพิธีกรรมพวกนี้มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยหลัก นั่นคือ ต้นทางของความโลภ และเจ้ากูที่ใช้โลภจริตสะกดคน ก็มักชอบลาภ ยศ และชอบอิงกับผู้มีอำนาจ นั่นคือตัวโทสจริต และทั้งหมดนั้นคือความหลงหรือโมหจริตนั่นเอง กล่าวคืออกุศลมูลทั้งสามรวมอยู่กับความเชื่อที่ผิดแท้ทีเดียว แต่การเชื่อที่ถูก ไม่จำต้องปฏิเสธพระสารีริกธาตุ หรือพระพุทธรูป หากให้รู้เท่าทันว่านั่นเป็นเพียงสัญลักษณ์  เป็นเพียงพาหะ  ให้เข้าถึงพุทธะคือความตื่นจากอกุศลมูลทั้งสามนั้นก็ได้ และก็อาจเป็นภูเขาขวางกั้นไม่ให้เข้าถึงพุทธธรรมก็ได้

ฝรั่งเองเมื่อแรกมาถือพุทธ ก็ปฏิเสธรหัสยนัยต่างๆ ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ตามทางของวิทยาศาสตร์ นางริคส์ เดวิดส์ ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบาลีปกรณ์ มากับสามีแต่ปี ค.ศ. ๑๘๘๑ โดยเธอเองก็สอนภาษาบาลีที่มหาวิทยาลัยของอังกฤษด้วย ถึงกับเขียนพุทธประวัติให้พระพุทธเจ้าเป็นเพียงสามัญมนุษย์ (Gotama The Man) ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ทรงเป็นสามัญมนุษย์ด้วย และทรงเป็นอะไรๆ ที่เกินกว่าสามัญมนุษย์ จนไม่อาจอธิบายได้ตามแนวทางของตรรกอีกด้วย ถึงกับบางทีใช้คำว่าทรงเป็นเทวาทิเทพเอาเลยก็มี

ฝรั่งร่วมสมัยบางคนก็ยืนยันว่า คนเราอาจถือพุทธได้ โดยไม่จำต้องมีความเชื่อ ดังเรื่อง พุทธพ้นลัทธิ ของสตีเฟ่น แบชเลอร์เป็นตัวอย่าง พร้อมกันนั้นก็มีฝรั่งร่วมสมัยหลายคนเชื่ออย่างสนิทในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ Vicki Mackenzie เป็นคนหนึ่ง ซึ่งเขียนเรื่อง Reincarnation: The Boy Lama (เข้าใจว่ามีแปลเป็นไทยแล้ว) เธอรู้จักท่านลามะก่อนท่านมรณภาพ และเชื่อกันว่าท่านกลับมาเกิดเป็นเด็กสเปน  เธอตามไปพบเด็กดังกล่าว และเธอเชื่อได้ทันทีเลยว่าเด็กคนนั้นคือท่านลามะกลับชาติมาเกิดจริงๆ ดังเธอเขียนเล่าเรื่อง The Mystery of Buddhist Relics ตีพิมพ์อยู่ใน Tricycle: The Buddhist Review (Spring 2007) อย่างน่าสนใจยิ่งเช่นกัน

บทความชิ้นนี้ วิกกี้เล่าถึงลามะธิเบตอีกรูปหนึ่ง ซึ่งเธอคุ้นเคยและดูท่านออกจะเป็นพระสมถะอย่างธรรมดาๆ  หากความเป็นพระที่แท้ของท่านนั้น ปรากฎว่าเมื่อเผาศพท่าน มีพระธาตุปรากฎออกมามากมาย เลือดก็เป็นพระธาตุอย่างหนึ่ง กระดูกก็เป็นพระธาตุอย่างหนึ่ง ผมอันขาวโพลนของท่านก็เป็นพระธาตุอีกอย่างหนึ่ง

ไทยเราเองก็มี เช่นว่าอัฏฐิของพระป่า สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้กลายเป็นพระธาตุไปก็หลายองค์ บางองค์ยังมีชีวิตอยู่และประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์แล้วด้วย โดยที่เมื่อไปฉายเอ็กซเรย์ดูนั้น ก็ปรากฏว่ากระดูกของท่านเป็นพระธาตุไปก่อนถึงแก่มรณภาพเอาเลยด้วยซ้ำ

แปลกตรงที่พระอาจารย์จาม มหาปุญฺโญ ซึ่งมีชาตกาลแต่ พ.ศ. ๒๔๕๓ และบิดามารดาถวายให้เป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มั่นแต่ในวัยเด็กแล้วบวชเรียนในสำนักนั้น มาจนบัดนี้  มีอายุอยู่ได้ ๙๗ ปีแล้ว (พรรษา ๗๗) หากท่านสั่งไว้ชัดเจนว่า "ตายแล้ว ให้เผาในระยะเวลาอันควรทันที อย่าเก็บศพเอาไว้นาน กระดูกขี้เถ้าให้ขุดหลุมฝังเสีย หรือจะเอาไปหว่านลงแม่น้ำโขงก็ได้"[๑] ฟังดูก็คล้ายปณิธานท่านอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ แห่งสวนโมกขพลาราม ไชยา ที่แปลกก็คือ ณ สำนักของท่านพระอาจารย์จามรูปนี้ ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร กลับมีพระธาตุมิใช่น้อย โดยพระธาตุเสด็จมาเพิ่มปริมาณอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย

ในปี ๒๕๔๒ น้ำหนักของพระธาตุที่วัดป่าวิเวกฯ ชั่งแห้งก่อนอัญเชิญสรงน้ำ มีสถิติดังนี้

๑) พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า                        ๑๓.๖๕  ก.ก.

๒) พระธาตุของพระอรหันตสาวก                                 ๑.๐๐       ก.ก.

๓) พระธาตุพระสิวลี                                                          ๐.๓๕     ก.ก.

๔) พระธาตุพระอุปคุต                                                       ๐.๓๕     ก.ก.[๒]

ชาวพุทธลังกานับถือพระสิวลียิ่งนัก เฉกเช่นชาวพุทธมอญ พม่า ก็นับถือพระอุปคุต* ยิ่งนักคล้ายๆ กัน

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อให้ประกอบการพิจารณา

ลงพิมพ์ใน แสงพระธรรม ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ มิถุนายน - สิงหาคม ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒


* ข้าพเจ้าไปลังกาครั้งล่าสุดเมื่อต้น พ.ศ. ๒๕๕๐  วันที่ ๑ มีนาคม ได้ไปไหว้โพธิพฤกษ์ ที่เมืองอนุราธปุระ คือต้นที่พระอรหันตเถรี สังฆมิตตา ราชธิดาพระเจ้าอโศก ตอนกิ่งมาจากต้นพระศรีมหาโพธิเดิมที่พุทธคยา พอไหว้ต้นโพธิ์แล้วพระลังกาพาไปเดินปทักษิณรอบพระสถูปใกล้ ๆ กันนั้น และพระเถระเหล่านั้นพากันเจริญพระปริตให้พวกเราชาวไทยที่ไปด้วยกัน ท่านสวดภาษาบาลีเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ ก่อนขึ้นบทมหากรุณานิโก ซึ่งพวกเราชาวไทยรู้จักดี คือขอพระมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ให้ทรงคุ้มครองพวกเรา นับว่าน่าจับใจยิ่งนัก

[๑] จาก ธรรมประวัติของหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ผู้มากมีบารมี โดยคณะศิษยานุศิษย์ พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๕๘๐

[๒] จาก ธรรมประวัติของหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ ผู้มากมีบารมี โดยคณะศิษยานุศิษย์ พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๗๐๖

*ผู้ที่สนใจเรื่องพระอุปคุต ขอให้ดู อโศกาวทานของข้าพเจ้า

 


Hosting by ColorPack.net
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
นิตยสารปาจารยสาร
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เพื่อนบ้าน
เสมสิกขาลัย
ฟ้าเดียวกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สถาบันต้นกล้า
เคล็ดไทย
เสขิยธรรม
INEB
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
บ้านดิน.org
http://www.gnh-movement.org/
มันตรานิวาส
prachatai.com
snf.or.th