ยินดีต้อนรับสู่ www.sulak-sivaraksa.org ภาษาไทย
หน้าหลัก
เกี่ยวกับ ส. ศิวรักษ์
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
งานวิจัย ส.ศิวรักษ์
บทความ ส. ศิวรักษ์
เรื่องที่เขียนถึง ส. ศิวรักษ์
เรื่องเล่า/บทความอื่นๆ
กำหนดการ ส. ศิวรักษ์
ภาพประทับใจ
วิดิทัศน์
กิจกรรมน่าสนใจ
กระดานสนทนา
แนะนำ URL
ค้นหา
ติดต่อเรา
English
เยี่ยมเยียน
ส่วนหนึ่งจากภาพประทับใจ
จำนวนผู้เยี่ยมชมขณะนี้
ขณะนี้มี 60438 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แด่ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์   
ถ้าท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ดำรงชีพอยู่จนถึงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ ท่านก็จะมีอายุครบ ๘ รอบนักษัตร คือ ๙๖ ปี บริบูรณ์ พวกเราที่เคารพนับถือท่าน ก็หวังกันว่าท่านอาจจะมีชีวิตอยู่กับพวกเราเกินไปกว่านั้น เพื่อเป็นร่มโพธ์ร่มไทรให้พวกเราได้พึ่งพาในทางจิตใจต่อไป เพราะจะหาคนร่วมสมัยเช่นท่านนั้นไม่มีแล้ว คือท่านเชื่อมความเป็นกุลสตรีอย่างเก่า โดยเข้ากันได้ดีกับความทันสมัยของประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ ท่านยืนหยัดอยู่ฝ่ายคนยากไร้ มั่นคงในสัจจะและสันติวิธี พร้อมๆ กับความจงรักภักดีต่อพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งท่านได้รับใช้อย่างใกล้ชิดมาแต่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยที่สมเด็จพระพันปีหลวงก็ได้พระราชทานนามแก่ท่านอีกด้วย

ท่านรักสามีและลูกๆ ของท่าน ในฐานะเมียและแม่ที่ควรแก่การเอาเยี่ยงเป็นอย่างยิ่ง หากท่านยังขยายความรักความเข้าใจไปยังคนอื่นๆ อีกมากหน้า สมดังคาถาในกรณียเมตตาสูตรที่ว่า มารดารักลูกน้อย โดยยอมสละชีวิตเพื่อลูกฉันใด พึงเจริญความรักเช่นนี้ไปยังสรรพสัตว์ฉันนั้น กล่าวคือท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นพุทธศาสนิกตามเนื้อหาสาระ ยิ่งกว่าตามรูปแบบ ท่านไม่เคยผิดศีลทั้ง ๕ ข้อ ท่านมากไปด้วยทานบารมี และที่สำคัญเหนืออื่นใด คือท่านไม่พยาบาทใครๆ ทั้งๆ ที่หลายคนเบียดเบียนบีฑาท่านและสามี ตลอดจนลูกชายของท่านอย่างจังๆ หรือในทางอ้อมก็ตามที

ภาพประกอบจาก www.pridiinstitute.com.jpg 

ถ้าท่านอยู่จนถึงวันที่ ๒๔ มิถุนายนนี้ ท่านก็จะเป็นประจักษ์พยานคนสุดท้าย ที่ได้เห็นการอภิวัฒน์ของสยามแต่เมื่อค่อนศตวรรษมาแล้ว แต่แล้วการอภิวัฒน์ดังกล่าวกลับถูกเผด็จการปูยี้ปูยำมาเกือบโดยตลอด จนการรัฐประหารล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ การที่ท่านไม่อยู่จนถึงวันดังกล่าว ก็อาจจะเป็นการเหมาะสมแล้วกับสภาพทางการเมืองอันกึ่งดิบกึ่งดีที่เป็นไปในบัดนี้

ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็ตรงที่ท่านเลือกวันจากไปสู่ปรโลก ณ วันที่ ๑๑ พฤษภาคม (ถ้านับอย่างสมัยใหม่ ก็ต้องถือว่าเป็นวันที่ ๑๒ แล้ว เพราะท่านสิ้นใจลงเมื่อสองยามล่วงแล้วไปสองชั่วโมง แต่ตามปฏิทินโหรและการนับแบบไทยๆ ย่อมถือได้ว่ายังเป็นวันที่ ๑๑ อยู่) ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดสามีท่าน โดยที่ท่านทั้งสองครองรักกันตลอดมา และร่วมทุกข์กันยิ่งกว่าร่วมสุข โดยที่ท่านถือว่าความทุกข์ของราษฎรส่วนใหญ่นั้นหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าท่านมากนัก ท่านจึงรับได้อย่างรู้เท่าทัน นับว่าท่านเป็นพุทธาทิบัณฑิตโดยแท้ เพราะจะหาชนชั้นบนที่เข้าใจความข้อนี้นับว่ายากยิ่งนัก และใช่แต่ท่านจะเข้าใจความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่เท่านั้น หากท่านยังร่วมกับสามี อุทิศชีวิตเพื่อช่วยกันปลดเปลื้องความทุกข์ยากนั้นๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม หากยังทำไม่สำเร็จ เพราะมารที่ครอบงำโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง ยังมีพลังอย่างเข้มแข็ง โดยผนวกเอากำลังจากบรรษัทข้ามชาติและอภิมหาอำนาจที่เป็นจักรวรรดิ์อย่างใหม่เข้ามาหนุนเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญยิ่งอีกด้วย

อาจารย์ปรีดี ล้มเหลวจากงานอภิวัฒน์ของท่าน ก็เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ดังที่สัจจะยังแพ้อาสัตย์อยู่ในระยะสั้น แต่ตามพระอนิจลักษณะ ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป และข้าพเจ้าเชื่อว่าเมล็ดพืชที่อาจารย์ปรีดีและคณะราษฎรเพาะพันธุ์เอาไว้ในทางประชาธิปไตย รวมถึงขบวนการเสรีไทยที่กอบกู้ความเป็นไทให้สยามอย่างสมภาคภูมิ จักต้องคืนกลับมา ก่อนเวลาครบศตวรรษของการอภิวัฒน์สยาม ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นแล อย่างน้อยท่านผู้หญิงก็ได้อยู่มาจนแลเห็นงานฉลองศตวรรษชาตกาลของสามีท่าน ซึ่งได้รับการเนรคุณจากชนชั้นปกครองมาเกือบจะโดยตลอด แต่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ยังงานฉลอง ๕ ทศวรรษและ ๕ รอบนักษัตร ของวันประกาศสันติภาพ ซึ่งก็คือวันประกาศอิสรภาพ ที่สามีท่านกระทำในพระปรมาภิไธยของในหลวงรัชกาลที่ ๘ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ โดยที่ขบวนการเสรีไทยก็ได้รับการเนรคุณมาเฉกเช่นงานอภิวัฒน์ของคณะราษฎรนั้นแล

อาจารย์ปรีดีเป็นคนไทยจำนวนน้อย ที่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูงและเมื่อมีอำนาจแล้ว ก็ไม่เป็นงัวที่ลืมตีน ท่านอยู่ข้างคนยากไร้ตลอดมา และท่านเป็นผู้ชายไทยจำนวนน้อยอย่างพิเศษ ที่ไม่เคยนอกใจภรรยาเอาเลย แม้ขณะมีอำนาจวาสนา ท่านอุทิศตนให้ครอบครัวอย่างอบอุ่นแต่ก็ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย นอกไปจากนี้แล้วท่านอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชาติและราษฎร ตลอดจนมนุษยชาติ ด้วยความเสียสละในทุกๆ ทาง ไม่แต่ความคิดความอ่านและเวลาอันควรเป็นส่วนตน รวมถึงทรัพย์สินเงินทองที่ท่านหามาได้นอกเหนือเงินเดือน กล่าวคือท่านตั้งโรงพิมพ์และสำนักพิมพ์แต่ก่อนการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ทั้งต่อมาท่านยังร่วมกับมิตรสหายตั้งธนาคารเอเชียขึ้นอีกด้วย และแล้วท่านก็อุทิศผลงานทั้งหมดนี้ ให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อสถาบันอุดมศึกษาแห่งใหม่ จะได้เป็นอิสระจากรัฐบาล แม้จนเบี้ยประชุมที่ท่านได้จากรัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจเอกชน เช่นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ท่านก็ไม่รับเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนใดๆ สิ้น ทั้งนี้โดยมีท่านผู้หญิงร่วมอนุโมทนาด้วยอย่างจริงใจ

ครั้นเมื่ออาจารย์ปรีดีได้รับการเนรคุณจากรัฐบาลไทย หลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งการทำลายประชาธิปไตยของไทย รัฐบาลแต่นั้นมาทุกยุคทุกสมัยไม่ยอมจ่ายเบี้ยบำนาญให้ท่าน เฉกเช่นไม่ออกหนังสือเดินทางให้ท่านอีกด้วย ทั้งๆ ที่นั่นคือสิทธิอันชอบธรรมของท่าน หากท่านไม่มีศรีภรรยาอย่างท่านผู้หญิงพูนศุข ท่านคงลำบากยากเข็ญในทางเศรษฐกิจ ไม่ย่อหย่อนไปกว่าทางการเมือง เดชะบุญท่านผู้หญิงมีทรัพย์สินจากสกุลเดิมของท่านอยู่บ้าง จนถึงขนาดขายบ้านป้อมเพชรที่ถนนสีลม และนำเอาส่วนแบ่งมาซื้อที่อยู่ ณ ตำบลอองโตนี นอกกรุงปารีส และมีทุนทรัพย์พอสำหรับจับจ่ายใช้สอยในยามอพยพหลบภัยอยู่ฝรั่งเศส โดยที่นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล้าอนุมัติให้ท่านโอนเงินออกไปต่างประเทศได้ ทั้งๆ ที่นั่นไม่ผิดกฎหมาย แต่คนที่ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมย่อมยากที่จะกระทำได้ ดังที่นายป๋วยเป็นคนแรกของลูกศิษย์ที่กลายมาเป็นชนชั้นนำรุ่นหลัง แล้วกล้าออกไปพบท่านอาจารย์และท่านผู้หญิง ซึ่งเป็นเหตุให้คุณป๋วยถูกหมายหัวไปในทางเลวร้ายแต่นั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะก็ในแวดวงของชนชั้นสูง ที่กลัวสัจจะ

ใช่แต่ท่านผู้หญิงจะช่วยเหลือสามีทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ก็หาไม่ หากในทางการเมือง ท่านก็ช่วยอย่างปิดทองหลังพระมาโดยตลอด และที่สำคัญยิ่งก็ตอนที่อาจารย์ปรีดีแพ้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในกรณีที่เรียกว่ากบฎวังหลวงในปี ๒๔๙๒ ท่านผู้หญิงหาที่หลบซ่อนให้สามีได้อย่างแยบคาย  เป็นเวลานาน ทั้งยังวางแผนให้ท่านอาจารย์หลบหนีออกนอกประเทศได้โดยสวัสดิภาพ

ดังได้กล่าวแล้วว่าอาจารย์ปรีดีไม่ต้องการเพียงอิสรภาพของราษฎรสยาม (ซึ่งรวมถึงคนซึ่งไม่ใช่ไทย) หากท่านต้องการรับใช้มนุษยชาติอีกด้วย โดยเฉพาะก็ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตกอยู่ใต้อาณานิคมของฝรั่ง จนหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านผู้หญิงสนับสนุนสามีในทุกกรณี จนประเทศนั้นๆ เข้าใจในคุณูปการดังกล่าว เมื่อลาวและเวียดนามฉลองเอกราชครบครึ่งศตวรรษ รัฐบาลของทั้งสองประเทศได้มอบเหรียญมิตรภาพอันสำคัญยิ่งแด่ท่านผู้หญิง ด้วยความคารวะสักการถึงตัวท่านเองและถึงสามีของท่านผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย ในขณะที่รัฐบาลไทยไม่เคยยกย่องเชิดชูเกียรติท่านด้วยประการใดๆ นอกเหนือไปจากการจับกุมท่านและบุตรชายคนโต ในข้อหาว่าเป็นกบฏทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ทั้งๆ ที่ปราศจากข้อเท็จจริงใดๆ สิ้น

สตรีที่เป็นท่านผู้หญิงนั้น ย่อมได้รับพระราชาทานตราทุติยจุลจอมเกล้าฯ วิเศษของฝ่ายใน โดยที่ในรัชกาลที่ ๘ สตรีที่ได้รับเกียรติยศถึงขั้นนี้มีเพียงสาม อีกสองท่านคือ ๑) ท่านผู้หญิงพหลพลพยุหเสนา ภรรยาของท่านเชษฐบุรุษ ซึ่งเป็นผู้นำของคณะราษฎรในการนำอภิวัฒน์มาสู่สยาม เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕  ๒) ท่านผู้หญิงละเอียด ภรรยาจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นเผด็จการจนตลอดรัชกาลที่ ๘ แต่แล้วในช่วงนั้น ใครๆ ก็พากันยกย่องท่านผู้หญิงละเอียด ให้เป็นดัง First Lady  ทั้งๆ ที่ต่อมาอาจารย์ปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ท่านผู้หญิงของท่านก็แสดงบทบาททางข้างหลังอย่างละเมียด ทั้งๆ ที่ภรรยาของอดีตประธานผู้สำเร็จราชการฯ คนก่อนได้รับพระราชทานตราปฐมจุลจอมเกล้าฯ ของฝ่ายในด้วยซ้ำไป หากท่านผู้หญิงพูนศุขไม่ปรารถนายศศักดิ์อัครฐานใดๆ ให้เกินสถานะของสามัญชนไป

ทราบว่าเมื่อรัชกาลปัจจุบันเสวยราชครบ ๕๐ ปี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนชั้นตราจุลจอมเกล้าแก่ทุกๆ ท่านที่เคยได้รับตราดังกล่าวมาแต่รัชกาลที่ ๘ เช่น ม.ล. ปุ๋ย ชัยนาม ได้รับเลื่อนจากตติยะจุลจอมเกล้าฯ วิเศษ (ต.จ.ว.) เป็นทุติยะจุลจอมเกล้า (ท.จ.) หากท่านที่ได้รับทุติยะวิเศษมาแล้ว และมีเพียงผู้เดียว หาได้รับเลื่อนชั้นไม่ ซึ่งท่านผู้หญิงพูนศุขก็ไม่ได้แสดงความแปลกใจหรือเสียใจแต่ประการใด

ท่านเป็นคนเข้าใจโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ อย่างรู้เท่าทัน ไม่ว่าจะลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือธรรมที่อยู่ตรงกันข้าม ซึ่งเป็นของคู่กัน

แม้ข้าพเจ้าเองจะเคยเข้าใจท่านอาจารย์ปรีดีมาอย่างผิดๆ ทั้งยังเคยโจมตีท่านอย่างรุนแรง  เมื่อรู้สำนึกผิด ไปขอขมาท่าน ทั้งท่านและท่านผู้หญิงอโหสิให้อย่างจริงใจ และทั้งสองท่านได้เมตตากรุณาข้าพเจ้าตลอดมา แม้เมื่อท่านอาจารย์จากโลกนี้ไปก่อนแล้วแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านผู้หญิงก็กรุณาปราณีข้าพเจ้ากับครอบครัวและบริษัทบริวารทั้งหลายอยู่เนืองนิตย์ เมื่อญาติมิตรจัดงานฉลองอายุข้าพเจ้าครบ ๖ รอบนักษัตรในพระอุโบสถวัดทองนพคุณ ณ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๘ ท่านผู้หญิงได้กรุณาไปเป็นประธานในงานและมอบพระพุทธรูปหยกให้ข้าพเจ้า ท่านกล่าวว่า พระพุทธรูปหยกองค์นี้ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ได้บูชาเสมอมาจนตลอดชีวิต ท่านผู้หญิงได้ปรึกษากับลูกๆ แล้ว เห็นสมควรมอบให้ข้าพเจ้า เพื่อรับไว้บูชาสักการะสืบต่อไป ข้าพเจ้าถือว่านี่เป็นนิมิตมงคลอันสำคัญ เท่ากับเป็นการสืบทอดเจตนาประชาธิปไตย ในทางสันติประชาธรรม ตามรอยพระพุทธวัจนะ จากท่านรัฐบุรุษอาวุโส ผู้ซึ่งเป็นต้นตอที่มาของประชาธิปไตยไทย ในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันชอบธรรม ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานที่จะรักษาสภาพการปกครองดังกล่าวไว้ด้วยคำพูด ข้อเขียนและการกระทำ ในแนวทางของพระอริยมรรค จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และเชื่อว่าจะมีอนุชนสืบทอดแนวทางนี้สืบต่อไปชั่วกาลนาน เพื่อประโยชน์สุขของพหูชนชาวสยาม และมนุษยชาติ ตลอดจนสรรพสัตว์ (จากหลังปก ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ของ ส. ศิวรักษ์ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐)

อนึ่งวันที่ ๒๔ มิถุนายนที่จะถึงนี้ ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ให้ไปนั่งภาวนาร่วมกับมหาชนแต่คืนก่อนนั้น แล้วเขาอุปโลกให้ข้าพเจ้ากล่าวนำ ณ เวลาย่ำรุ่ง ที่หน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งมีหมุดจารึกข้อความไว้ว่า ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ

ก็ ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่งนั้น ผู้ที่อ่านประกาศของคณะราษฎรฉบับแรกคือนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ผู้นำของคณะอภิวัฒน์ โดยที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้ร่างเอกสารอันสำคัญยิ่งนี้ และบัดนี้เจตนารมณ์ของคำประกาศดังกล่าว ได้ปลาสนาการไปเกือบหมดสิ้นแล้ว วาทะของข้าพเจ้า ๗๕ ปีให้หลังคำประกาศครั้งแรก  ย่อมขาดความแหลมคม เช่นแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว แต่ข้าพเจ้าก็จะพยายามแสดงเจตนารมณ์ไปในทางอภิวัฒน์ให้ราษฎรสยาม ได้เดินหน้าไปในทางเสรีภาพที่แท้ อย่างมีภราดรภาพเป็นน้ำกระสายที่สำคัญ  ในอันที่เข้าสู่ความเสมอภาคให้จงได้ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม อย่างน้อยก็ขอให้สัมฤทธิ์ผลก่อนกาลครบศตวรรษของประชาธิปไตยไทย ทั้งนี้เพื่ออุทิศน้ำพักน้ำแรงบูชาคุณท่านอาจารย์ปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่งของข้าพเจ้า แม้ท่านทั้งสองจะละโลกนี้ไปแล้ว ก็แต่ในทางร่างกาย ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านย่อมจะรับทราบได้โดยญาณวิถี และเชื่อว่าทั้งสองท่านจะมาเป็นพยานร่วมกับมหาชน ณ วันที่ ๒๔ มิถุนายน ที่จะถึงนี้ โดยที่ท่านและปูชนียบุคคลอื่นๆ ในขบวนการของคณะราษฎรที่ไม่ทรยศต่อมวลชน และในขบวนการเสรีไทย คงจะรวมพลังกันจากปรโลก  มาปกป้องพวกเราทั้งหลาย ในการที่จะเอาชนะมาร เพื่อความยุติธรรมและสันติของประชาชาตินี้ และของมวลมนุษยชาติ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหมดทั้งสิ้น

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ หน้า ๕-๖

ตีพิมพ์ในปาจารยสาร ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๖ มิถุนายน - กรกฎาคม ๒๕๕๐ หน้า๑๘ - ๒๑


Hosting by ColorPack.net
หนังสือ ส.ศิวรักษ์
นิตยสารปาจารยสาร
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
เพื่อนบ้าน
เสมสิกขาลัย
ฟ้าเดียวกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
สถาบันต้นกล้า
เคล็ดไทย
เสขิยธรรม
INEB
สำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย
บ้านดิน.org
http://www.gnh-movement.org/
มันตรานิวาส
prachatai.com
snf.or.th